การศึกษาและพระเจ้า ชีวิต...ภราดาประทีป โกมลมาศ* 

พระศาสนา        
หลังจากที่ตอบจดหมายคุณอารยาที่เขียนมาชวนคุยในทัศนคติของเธอเกี่ยวกับความงมงายของศาสนิกชนเมื่ออาทิตย์ก่อนก็ได้มีจดหมายที่เขียนเข้ามาคุยกันอีกหลายฉบับ คราวนี้ขออนุญาตไม่นำลงนะครับ 
ฉบับหนึ่งเขียนมาจากชาวคริสต์ท่านหนึ่ง ว่ากล่าวตัวผมทำนองว่าถ้าไม่มีความรู้ในไบเบิลจริงก็ไม่ควรเขียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรือโนอาห์ที่บรรทุกสัตว์อย่างละคู่หนีน้ำท่วมโลก หรือเรื่องพระเจ้าสร้างมนุษย์ แล้วท่านก็แนะนำให้ผมดูที่เจตนาอย่าดูที่เนื้อหา เพราะถ้าอย่างนั้นละก็ต้องย้อนมาดูพระประวัติของพระพุทธเจ้าเหมือนกันว่า การที่พระองค์นั่งทำสมาธิอยู่แล้วมีพญางูมาแผ่แม่เบี้ยกางกั้นไม่ให้ต้องสายฝนอย่างในหนังเรื่องลิตเติ้ลบุดด้านั้น เชื่อถือได้หรือ
นี่แหละครับถึงได้มีผู้หลักผู้ใหญ่เตือนผมเสมอเวลาที่จะต้องเขียนถึงศาสนาเปรียบเทียบ
อันที่จริงประเด็นที่ชาวคริสต์ท่านนั้นต่อว่าผม ก็เป็นประเด็นที่ผมชวนคุยเมื่ออาทิตย์ก่อน นั่นคือ เมื่อพูดถึงเรื่องศรัทธาผมเน้นเรื่อง “เจตนา” มากกว่าเนื้อหา
ตัวผมเองก็มองว่าศาสนาคริสต์เป็นอย่างนั้น
นั่นคือ ผมก็มองเห็นว่าพระคริสต์ก็สอนให้ตระหนักตลอดเวลาว่าทุกสิ่งในโลกถูกสร้างโดยพระเจ้า ดังนั้น มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่าได้ลำพองใจว่าตัวเองเป็นผู้สร้างสิ่งใด และสิ่งที่ตัวเองสร้างจะอยู่ต่อไปจนนิรันดร์
ถ้าแปลไทยเป็นไทยก็ต้องบอกว่าผมพูดเรื่องเดียวกันกับชาวคริสต์ท่านนั้น         ถ้าใครที่อ่านที่ผมเขียนอยู่ตรงนี้ประจำก็คงน่าจะจำเรื่องสั้นที่ผมเขียนถึงมนุษย์สามสี่คนที่หาญกล้าไปพบกับพระเจ้า เพื่อจะบอกว่าให้พระเจ้าเลิกยุ่งกับมนุษย์ เพราะมนุษย์กำลังยโสว่าตัวเองสร้างได้หมดทุกอย่างแล้ว ซึ่งในตอนจบก็ได้หักมุมคลี่คลายให้มนุษย์สามสี่คนนั้นเข้าใจได้ว่าพวกเขายังไม่ได้สร้างอะไรเลย
กลับมาที่จดหมายของท่านผู้อ่านชาวคริสต์ท่านนั้นต่อครับ
ความน่าสนใจมันอยู่ตรงนี้ ท่านชาวคริสต์ลองฟังดูนะครับ ท่านคงรู้สึกว่าผมเป็นคนต่างศาสนา แล้วเจ้าคนต่างศาสนาคนนี้กำลังจะมาจับผิดหรือดูแคลนอะไรสักอย่างศาสนาของท่านประมาณนี้ใช่ไหมครับ
ถ้าใช่ผมก็จะขอเล่าถึงจดหมายจากชาวพุทธให้ท่านฟังอีกสองฉบับ
ฉบับแรกท่านใช้ชื่อว่า “ชาวพุทธ” ท่าทางท่านไม่ค่อยพอใจกับบทความของผมเมื่ออาทิตย์ก่อนนักเหมือนกัน เนื้อหาในจดหมายมีไม่มากเท่ากับการต่อขานผม ในทำนองที่ว่าเป็นชาวพุทธเสียเปล่า แต่ไยจึงเขียนออกมาทำนองว่าชาวพุทธส่วนใหญ่งมงาย รวมทั้งไปเขียนถึงศาลหลักเมืองหรือพระสยามเทวาธิราชแบบนั้น
ผมว่าผมก็ไม่ได้เขียนอะไรที่ลบหลู่เลย เพียงแค่ตั้งคำถามว่าหญิงชราสองคนตั้งจิตอธิษฐานต่างกัน คนหนึ่งตั้งว่าขอให้ตัวเองถูกหวย ส่วนอีกคนหนึ่งตั้งว่าขอให้บ้านเมืองพ้นภัย สองคนนี้ใครงมงายหรือไม่งมงายกว่ากัน แค่นั้น
ส่วนจดหมายฉบับที่สองท่านใช้ชื่อว่า วัลลภ ธรรมรักษา ท่านนี้ใจดีครับ ถือว่าสร้างธรรมทานแก่ผม โดยยกพระไตรปิฎกมาเล่าให้ผมฟังถึงอำนาจฤทธาในศาสนาพุทธ เล่าถึงฌานสมาบัติทั้งแปด คล้ายจะเปิดหูเปิดตาให้ผมได้รับรู้ว่าปาฏิหาริย์ในพุทธศาสนาไม่ใช่สิ่งเหลือเชื่ออะไรเลย อิทธิฤทธิ์ที่คุณอารยาถามถึงนั้นแล้วเป็นของธรรมดา
นอกจากนี้ ท่านยังแนะนำที่ ที่จะให้ไปค้นคว้าในพระไตรปิฎกเล่มต่างๆ (ตัวอย่างเช่นในพระไตรปิฎกเล่มที่ 31ปัญญาวรรค อิทธิกถา [679] ฤทธิ์เป็นอย่างไร ฤทธิ์มีเท่าไร ภูมิ บาท บท มูล แห่งฤทธิ์ มีอย่างละเท่าไรฯ ฤทธิ์ที่อธิษฐาน 1 ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ 1 ฤทธิ์สำเร็จด้วยใจ 1 ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ 1 ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ 1 ฤทธิ์ของพระอริยะ 1 ฤทธิ์เกิดแต่ผลกรรม 1 ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ 1 ฤทธิ์ที่สำเร็จแต่วิชา 1 ฯลฯ)
แต่สุดท้ายแล้วท่านก็ว่าฌานสมาบัตินั้นเป็นของไม่เที่ยงไม่คงที่ด้วยอำนาจของไตรสิกขา (ศีล สมาธิ และปัญญา) จะทำให้เกิดญาณที่เรียกว่า อาสวักขยญาณ ที่สำคัญกว่าฌานชั้นต้นๆ และด้วยญาณนี้แหละที่จะทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดอันไม่สิ้นสุด
เหมือนกับท่านจะบอกกับผมว่าผาฏิหาริย์ถึงจะมีก็ไม่สำคัญเท่ากับแก่นแห่งพระศาสนา จะว่าไปชาวพุทธท่านนี้ก็พูดเรื่องเดียวกันกับชาวคริสต์ท่านนั้น นั่นคือพุ่งไปที่แก่นของพระศาสนา
ดังนั้น ไม่ว่าจะมีรายละเอียดใดๆ ว่ามีดอกบัวกี่ดอกบานขึ้นมารองรับพระบาทขององค์เจ้าชายสิทธัตถะเมื่อครั้งประสูติ และไม่ว่าจะบอกว่าพระเยซูตายแล้วฟื้นกี่ครั้ง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะมาพิสูจน์กันด้วยวิทยาศาสตร์ว่า เด็กเกิดมาแล้วเดินได้มีจริงไหม ตายแล้วฟื้นมีจริงไหม
เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมก็คงต้องขอกล่าวหาคนที่พยายามจะพิสูจน์อะไรต่อมิอะไรในรายละเอียดปลีกย่อยของพระศาสนาว่าเป็นพวกงมงายประเภทหนึ่ง นั่นคือ “งมงายในวิทยาศาสตร์”
ในศาสนามีส่วนประกอบอยู่หลายส่วน เพราะศาสนาผ่านกาลเวลามานับพันปี มีการเติมการต่อการตัด รวมไปถึงการตีความแล้วสร้างใหม่ ไม่ว่าอะไรในโลกก็อย่างนี้ทั้งนั้นแหละครับ พอมันผ่านมือมนุษย์ไปทีละมือที่ละยุค มันก็จะค่อยๆ เพี้ยนไปเรื่อยๆ
ผมก็ยังคงพูดอย่างเก่าที่พูดไว้ตรงนี้มาหลายสิบหนแล้ว นั่นคือถ้าลองมองกลับไปที่แก่นแท้ของพระศาสนาทุกศาสนาเราจะเจอสิ่งเดียวกัน
ศาสดาทุกพระองค์ล้วนสอนให้เราเลิกเห็นแก่ตัว ศาสนาพุทธสอนให้ละตัวตน ส่วนศาสนาที่นับถือพระเจ้าอย่างศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามก็สอนให้ปฏิบัติต่อผู้อื่นเยี่ยงพระเจ้า
อ่านดีๆ สิครับ ผมว่าแก่นของศาสนาก็มีเพียงนี้
หลังจากอ่านบรรทัดข้างบนดีพอแล้วลองอ่านบรรทัดข้างล่างต่อดูครับ
วัดใกล้ๆ บ้านเพื่อนผมแถวๆ ฝั่งธนบุรี เปิดเทปเสียงทำวัตรเช้าเย็นดังลั่นข้ามเข้ามาในหมู่บ้าน จนฝรั่งที่อยู่บ้านใกล้ๆ ถามเพื่อนผมว่า ศาสนาพุทธต้องส่งเสียงดังโอ้อวดการสวดมนต์ขนาดนี้เชียวหรือ และถ้าวันดีคืนดีถ้ามีงานทำบุญฝังลูกนิมิตรก็จะมีมหรสพทั้งลิเกและหนังว่ากันดังขรมจนถึงเช้าชาวคริสต์อย่างฝรั่งท่านนั้นคงรู้สึกไม่ดีกับวัดไทยเป็นแน่
ในพิธีกรรมของคริสต์ศาสนาบางพิธี มีการดื่มไวน์ที่คนในศาสนาพุทธถือเป็นของมึนเมา และเป็นศีลข้อสำคัญในห้าข้อที่ชาวพุทธถือห้าม
ในศีลข้อแรกแห่งเบญจศีลคือห้ามฆ่าสัตว์ มักมีคำถามตามมาว่าจะมีใครทำได้บ้างในชีวิตประจำวัน ชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ ล้วนต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นอาชีพ ในตลาดของชาวพุทธมีการขอดเกล็ดปลา ทุบหัวปลากันทุกๆ ชั่วโมง ในบางพื้นที่ก็มีการล้มวัวเลี้ยงผู้คนในงานบุญ
 ข้อหาแม่มดพ่อมดเป็นข้อหามักง่ายที่สุดที่คริสตจักรยัดเยียดให้ผู้คนเพื่อเผาทั้งเป็นมานับพัน นับหมื่นแล้ว คนในศาสนาฆ่าคนอื่นได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ
ผู้ที่อ้างว่าตัวเองว่าเคร่งครัดในศาสนาอิสลามทั้งในตะวันออกกลางและภาคใต้ของไทย ก็ยังคงฆ่าผู้อื่นโดยอ้างพระเจ้าอยู่
ชาวคริสต์ผู้ยิ่งใหญ่ที่พูดถึงสันติในมวลมนุษย์ ยังคงเดินหน้าขายอาวุธให้คนในศาสนาอื่นเอาไปฆ่ากัน
วัดบางวัดในสังคมพุทธออกเครื่องรางของขลังเป็นเหรียญ ใช้ชื่อว่าเหรีญดูดเงิน โดยอธิบายสรรพคุณว่า ผู้มีไว้จะดูดเงินเข้ากระเป๋าได้ไม่มีวันจน ตั้งคำถามแบบชาวพุทธง่ายๆ เงินคนอื่นไปดูดเขามาได้อย่างไร ของของคนอื่นแท้ๆ ทำไมเห็นแก่ตัวอย่างนี้ ฯลฯ
เราจะคิดกับเรื่องเหล่านี้อย่างไรดี
ข้อเท็จจริงอีกข้อหนึ่งที่ผมรู้สึกก็คือ ผองมนุษย์ชอบเอากระพี้ที่พอกศาสนาจนหนาเหล่านี้มากระแทกใส่กัน
น่ากลัวออกครับ
** การศึกษาและพระเจ้าชีวิต...
ภราดาประทีป โกมลมาศ
ย้อนหลังไป 40-50 ปีก่อน มีเด็กหนุ่มไฟแรงที่มีอุดมการณ์คนเป็นคนดี
เขาจึงตัดสินใจออกบวชในคริสต์ศาสนา อุทิศตนเพื่อพระเจ้าแล้วเดินตามเส้นทางที่ตัวเองวาดไว้
ภราดาประทีป โกมลมาศ เริ่มชีวิตนักบวชครั้งแรกที่ภาคใต้ของประเทศอินเดียกับคณะภราดาเซนต์คาเบรียลที่ตัวเองเดินทางติดตามไปด้วย และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้ 6 ปี จึงเดินทางกลับประเทศไทย
ผลงานที่โดดเด่นอย่างมากคือ งานด้านการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงเป้าหมายของโรงเรียนคาทอลิกที่เดิมเข้มงวดเรื่องระเบียบวินัย มุ่งเผยแผ่คริศต์ศาสนา ให้กลายเป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนให้เด็กมีอิสระทางความคิด และมีทางเลือกเป็นของตัวเอง
เป็นแนวทางการพัฒนาเด็กให้บรรลุถึงความสมบูรณ์แห่งความเป็นมนุษย์
นอกจากนี้แล้ว ได้ช่วยงานกระทรวงศึกษาธิการและทบวงมหาวิทยาลัย กระทั่งได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เมื่อเดือนเมษายนที่เพิ่งผ่านมา
เคยเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ “สภาสนามม้า” หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
เป็นเลขาธิการสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2508 จนถึงปี 2545 จากนั้นขยับขึ้นมาเป็นนายกสภาการศึกษาคาทอลิกฯ มาจนถึงปัจจุบัน
72 ปี ที่ดำเนินมาจนถึงขณะนี้ ภราดาประทีปไม่เคยเปลี่ยนแปลงแนวคิดและความตั้งใจ
ทำงานเพื่อพระเจ้า สอนหนังสือ อบรมคนให้เป็นคนอย่างสมบูรณ์
• เป็นคนไทยทำไมคิดบวชในคริสต์ศาสนา?
ผมเกิดปี 2476 เขาเปลี่ยนแปลงการปกครองพอดี คุณแม่เป็นพุทธ ส่วนคุณพ่อเป็นคาทอลิก คุณพ่อรับราชการแล้วย้ายไปเรื่อยๆ แต่เพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือจึงพามาฝากไว้กับคุณย่า ซึ่งก็เป็นคาทอลิกที่เคร่งมาก ผมจึงเข้าเรียนที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล คุณย่าพาไปโบสถ์ทุกวัน
มันแปลกไหม? ต้องกำจัดโรงเรียนให้หมดไปจากสังคม เพราะเขาถือว่าโรงเรียนคืออุปสรรค ความจริงเขาก็พูดถูกแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เช่น เขาบอกว่าครูคือคนที่สอนให้เด็กโง่ เด็กฉลาดไปเรียนแล้วโง่หมด โรงเรียนคือสถานที่ทำให้คนเข้าไปเรียนแล้วโง่ ซึ่งมันมีความจริงอยู่บ้างเพราะเนื่องจากโรงเรียนครอบงำความคิดตามแบบเดิมๆ เพราะฉะนั้นในยุคนั้นเป็นยุคที่สับสนมากทั่วโลกวุ่นวาย
ในบรรยากาศดังกล่าว ผมมีตำแหน่งเลขาธิการสภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย จึงมีการจัดประชุมผู้บริหารแล้วที่สุดมีมติออกมาเกี่ยวกับศึกษา มติบอกว่าโรงเรียนคาทอลิกจะต้องมีบทบาท เช่น ต้องเปิดโอกาสให้นักศึกษารู้จักมีความรับผิดชอบส่วนตัวและต่อสังคมตามอายุและวุฒิภาวะของเขา ต้องมีความชำนาญด้านการศึกษา ส่งเสริมทัศนคติเคารพและเข้าใจเยาวชนที่นับถือศาสนาต่างกัน โรงเรียนคาทอลิกพึงเป็นศูนย์กลางเสวนากับศาสนาอื่น ฯลฯ
ผมได้ออร์กาไนซ์ให้โรงเรียนคาทอลิกในประเทศไทยเป็นกลุ่มเดียวกัน ทำตามมติที่ออกมาเป็นกฤษฎีกาจากวาติกัน เรื่องการศึกษาถือเป็นการปฏิวัติก็ว่าได้ เพราะนักเรียนทุกคนต้องได้รับอิสรเสรีภาพทางความคิดและการเลือกของเขา ถ้าปราศจากเงื่อนไขนี้แล้ว คนคนนั้นจะไม่บรรลุถึงการมีวุฒิภาวะเชิงศีลธรรม อันนี้เป็นการสร้างแนวใหม่ เพราะในอดีตเราเน้นว่าเด็กต้องเชื่อฟังนบนอบครูบาอาจารย์เท่านั้น พอมาเน้นให้เด็กมีอิสระทางความคิด เด็กจึงสามารถพัฒนาตัวเองให้บรรลุถึงความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ ตามศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โรงเรียนคาทอลิกต้องยึดแนวนี้เหมือนๆ กัน
• เห็นผลว่ามีการเปลี่ยนแปลง?
การใช้ “เลิร์นนิ่ง ทู บี” เป็นข้อคิดใหม่ที่จะรับกับสถานการณ์ที่จะมาในยุคข้างหน้าหรืออนาคต ตัวอย่างเช่นที่บอกว่าในระดับอุดมศึกษาจะเปิดหลักสูตรอะไรก็ตามต้องถามผู้เรียนก่อน ซึ่งสมัยก่อนเราคิดว่าเด็กไม่รู้ ครูรู้คนเดียวครูก็วางหลักสูตรไป แต่ไม่ใช่ คุณต้องถามผู้เรียนซึ่งก็พบว่าจริง
ส่วนตัวผมนี่เจอของจริงเลย ตอนที่เอแบคเพิ่งจะตั้งขึ้นมาผมเป็นนายกสภามหาวิทยาลัย เด็กมาบอกว่า ดูสิ! เอแบคสอนอะไร สอนแต่ตามตำรา ไม่มีภาคปฏิบัติ ผมก็ชักยัวะถามว่า เธอจะให้ทำอะไรล่ะ เธอไปเขียนโครงการมาสิ เดือนต่อมาเขาเขียนมาให้ อ่านดู...เออ..มันดีแฮะ คือเขาบอกว่าบริหารธุรกิจต้องมีการปฏิบัติด้วยเด็กเลยตั้งบริษัทจำลองขึ้นมาจุดนี้เลยกลายเป็นจุดแปรผัน เวลานี้หลายมหาวิทยาลัยเอาอย่างเราหมด หลายมหาวิทยาลัยกำลังบรรจุในหลักสูตรเสียด้วย จึงเห็นว่าเด็กก็มีความคิด ผู้ใหญ่ต้องฟัง ยุคนั้นมันเกิดความคิดใหม่ขึ้นมาว่า “University without wall” มหาวิทยาลัยปราศจากกำแพง คือเรียนรู้ได้หมด ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนอย่างเดียวจากนั้นจึงมีการปรับหลักสูตรใหม่หมด
• คนไทยนิยมส่งลูกหลานเข้าเรียนโรงเรียนคาทอลิก
อาจเป็นไปได้ เพราะเราเน้นความสำคัญตรงนี้ การศึกษาต้องได้รับการพัฒนาให้ครบทุกด้านเพื่อเติมเต็มตามศักยภาพสูงสุดของเรา โรงเรียนคาทอลิกทั้งหมดทั่วประเทศมี 306 แห่ง มีนักเรียนรวมทั้งหมดประมาณ 430,000 คน
• เปรียบเทียบกับโรงเรียนของไทย
เราไม่ทราบว่าเขาทำอะไร แต่ของเรา-เราสอนเด็กของเราให้รับใช้สังคมเริ่มทำมา 30 กว่าปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ผมอยู่ที่เซนต์คาเบรียล ทุกอาทิตย์เราเอาเด็กของเราไปเยี่ยมคนในแหล่งเสื่อมโทรมไปให้เขาดูว่าคนเขาอยู่กนอย่างไร พาเขาไปเยี่ยมคนไข้ในโรงพยายาบาลอนาถา สิ่งเหล่านี้เราคิดว่าจะทำให้เด็กเราเห็นสภาพของจริงและเริ่มคิด เป็นการสั่งสอนให้เขารับผิดชอบสังคมให้รู้ว่าเขาอยู่ร่วมโลกกับเราแล้วจะเมินเฉยดูดายไม่ได้ ต้องช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกคน กิจกรรมเช่นนี้ โรงเรียนคาอทลิกเริ่มมาก่อนใครเพื่อน
โรงเรียนคาทอลิกต้องมีความเป็น “โรงเรียน” ก่อนเป็น “คาทอลิก คุณจะมาเป็นคาทอลิกจ๋า โดยความเป็นโรงเรียนไม่มี ไม่ได้ ความเป็นโรงเรียนหมายความว่า คุณต้องสอนอย่างดี อุปกรณ์การศึกษาต้องชั้นหนึ่ง ความเป็นโรงเรียนคือต้องเรียนหนังสือ เหมือนปัญญาต้องมาก่อน-ก่อนเป็นคาทอลิก
• มองระบบการศึกษาของโรงเรียนไทยอย่างไร?
ของไทยมันไม่แน่นอน มีการเปลี่ยนตัวบุคคลบ่อยไป พอเปลี่ยนบ่อยครูเขาก็ไม่ค่อยมีกะจิตกะใจทำ ไม่อยากปฏิบัติตาม เพราะทำไปก็ต้องมารื้อใหม่อีก มันควรจะมีความต่อเนื่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะเปลี่ยนตัวบ่อยๆ ไม่ได้ เพราะเขาจะควบคุมนโยบายไม่ได้เลย
การศึกษาเป็นขบวนการที่ยืดยาว 12 ปีถึงจะรู้ผล ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมปลาย เพราะฉะนั้นที่ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ท่านเขียนไว้ถูกต้องแล้ว “กล้วยไม้ออกดอกช้าฉันใด การศึกษาก็เป็นฉันนั้น”
เราปฏิรูปเด็กเริ่มเข้า ป.1 อีก 12 ปี จบออกมาโน่นถึงจะรู้ว่ามันดีจริงหรือเปล่า แต่สิ่งนี้โรงเรียนไทยไม่เคยติดตาม ไม่เคยพิสูจน์ ไม่เคยวัด เพราะมันเปลี่ยนตลอดเวลา สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าไอ่ที่ทำขึ้นมานั่นมันดีจริงหรือเปล่า
การศึกษาถ้ามันเปลี่ยนเรื่อยๆ คนจะเปลี่ยนนิสัยใจคอทุกปีได้ยังไง นี่เป็นข้อบกพร่องมหาศาล การเปลี่ยนบ่อยๆ มันทำให้ส่วนรวมไม่ดี จะดีเฉพาะคนเก่งไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่จะไม่เก่ง อย่างผมสังเกตดูเรื่องการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์เราตกอันดับไปเยอะ
• แต่ไทยเพิ่งได้เหรียญคณิตศาสตร์โอลิมปิค
อ๋อ..นั่นเขากวดเด็กเตรียมเด็กที่เก่งๆ ไปแข่ง แต่ในระดับประเทศส่วนรวมโดยทั่วไป ไม่ได้เลย เมื่อก่อนโน้น 40-50 ปี เด็กไทยเก่งคณิตศาสตร์มาก ตอนหลังไม่ค่อยเก่ง ยิ่งเดี๋ยวนี้เรียนไม่ลึก เกาหลี สิงคโปร์ โดยส่วนรวมดีกว่าส่วนที่ไปแข่งชนะมาคือเอาแต่คนหัวกะทิเอาไปเป็นโค้ชก่อน เก็บตัวเฉพาะไม่กี่คน อย่าลืมเหรียญทองไม่ได้มีแค่ 2 เหรียญ มี 50-60 เหรียญ
• ระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของไทยเวลานี้ไม่ชัดเจน?
เพราะเหตุว่าเขาไม่แน่ใจว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะอยู่ต่อไปหรือเปล่า
เรื่องการสอบเอ็นทรานซ์ ผมบอกไปหลายครั้งแล้ว ระดับชาติควรจะมีกองตรวจสอบ เป็นคณะบอร์ดของรัฐบาลกลางขึ้นมาตรวจสอบหมด คณิตศาสตร์ 1 หมวด วิทยาศาสตร์แบ่งเป็นฟิสิกส์เคมี ชีวะ ก็แล้วแต่ ทุกปีให้มีสอบปีละ 2 ครั้ง 3 ครั้งก็ได้ เด็กทุกโรงเรียนมีสิทธิไปสอบ
สอบทำไม? เพื่อวัดตัวเอวว่าจะอยู่ตรงไหน สมมุติคณิตศาสตร์คะแนนเต็ม 800 เขาสอบได้ 500 ฟิสิกส์ได้ 400 บังเอิญปีนี้จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจุฬาฯ ประกาศ ใครก็ตามที่มีคะแนนคณิตศาสตร์ 500 ขึ้นไป ฟิสิกส์ 500 มาสมัครได้ อย่างนี้เด็กเขาก็เตรียมตัวเสร็จ จุฬาฯก็รับเข้าไปไม่ต้องมาสอบกันอีก
สมมุติปีนี้เด็กสอบเทียบของรัฐบาลกลางไม่ได้ อีก 3 เดือนก็มาสอบใหม่สิ เพราะสอบตลอดเวลา สอบแบบนี้มันดีกว่า คนไม่เครียดและเขาก็เก็บคะแนนเขาไว้ว่าเขาได้เท่าไหร่ เขาอยากเรียนแพทย์ก็เอาคะแนนที่สอบเก็บไว้ไปให้มหาวิทยาลัยดู ถ้าแต้มถึงก็เข้าไป แต่ถ้ามหิดลบอกว่าฉันเข้มกว่าจุฬาฯ คะแนนคณิตศาสตร์ต้อง 600 ก็ตามใจ เด็กอาจได้คะแนนมากกว่า 600 แต่เขาไม่อยากเขามหิดล เขาอาจจะเลือกจุฬาฯ อย่างเดียวก็ได้
ความสำคัญอยู่ที่ว่าทุกโรงเรียนมีเด็กของตัวสอบวัดเทียบอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่พร้อมก็ยังไม่ไปสอบ ขณะเดียวกันทางโรงเรียนก็สอนหนังสือไปเรื่อยๆ สอบวัดผลไปเรื่อย ผลของโรงเรียนเอาไปใช้ทำอะไรก็เอาที่ว่าเด็กคนนี้มีนิสัยอย่างไรที่โรงเรียน มีกิจกรรมไหม เล่ากีฬาไหม เป็นผู้นำไหม เข้าชมรมไหม อันนี่เป็นข้อที่มาจากโรงเรียนโดยตรง แต่คะแนนเอามาจากระดับชาติหมด ซึ่งทำให้โรงเรียนรู้ว่าเด็กของตัวไปสอบได้ไหม ถ้าเด็กของตัวไปสอบเมื่อไหร่ก็สอบไม่ได้สักที แสดงว่ามาตรฐานโรงเรียนต่ำต้องปรับปรุง
• ศตวรรษใหม่โรงเรียนคาทอลิกรับมือกับการศึกษาอย่างไร?
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเมื่อก่อนครูคิดว่าฉันเป็นคนสำคัญ เดี๋ยวนี้เราเน้นแบบการสอนที่ดีเลิศ คือการยอมรับว่า การเรียนรู้ของนักเรียนสำคัญกว่าการสอนของครู เป็นหลักปรัชญาใหม่เลย ซึ่งถูกเพราะฉะนั้นสรุปว่าครูจะสอนอย่างไรก็แล้วแต่ขอให้เด็กเรียนรู้เยอะๆ ครูอาจจะแทบไม่ได้สอน แต่แค่แนะเด็ก เด็กค้นคว้าเอง ทำเอง สงสัยก็มาปรึกษาครู เพราะฉะนั้นครูต้องใช้วิธีการทุกแบบเพื่อจะให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง ได้พัฒนาตัวเองอันนี้สำคัญต้องสอนแบบนี้
• คำเรียก ‘ภราดา’ คืออะไร?
เราบัญญัติขึ้นมาเองในเมืองไทยนี่แหละ คาทอลิกเรียก บราเดอร์ พอแปลเป็นไทยก็ ภราดา
• ทำไมบทสวดของคริสต์ต้องร้องเป็นเพลง
 เพราะในพระภัมภีร์เขียนว่า “จงยกจิตใจของเจ้าถวายบูชาแด่พระเจ้า” และ “จงร้องเพลงสรรเสริญพระองค์” เพราะฉะนั้นเขาจะแต่งเพลงเพื่อร้องสรรเสริญพระเจ้า เพลงของชาวโลก กับเพลงของพระเจ้าคนละอย่างกัน ทำนองไม่เหมือนกัน เราไม่เอาเพลงเกี้ยวพาราสีมาร้องในโบสถ์
เยาวชนชอบร้องเพลง ก็เอาเพลงทำนองอย่างไรก็ได้ ช้าหรือเร็ว เดี๋ยวนี้เด็กเอากีตาร์มาร้องในโบสถ์ก็ได้ ถือเป็นการสรรเสริญพระเจ้าเหมือนกัน เป็นการสวดอีกวิธีหนึ่ง การยกระดับจิตใจมีหลายวิธี บางคนนั่งสมาธิ บางคนรองเพลง
• จะเกษียณเมื่อไหร่?
ไม่มีเกษียณ อยู่ไปเรื่อยๆ จนทำไม่ไหว จนกว่าจะตาย
 
แหล่งที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 หน้า 17-18