การศึกษาเพื่อสันติภาพและความอยู่ดีกินดีของมษุษยชาติ 
ประทีป ม. โกมลมาศ 

บทนำ
อัลเฟรด แคสเลอร์ (AIfred Kastler) นักวิทยาศาศตร์สาขาฟิสิกซ์ผู้ได้รับรางวัล โนแบล ได้กล่าวว่า "มีอยู่หนทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้มนุษยชาติอยู่รอดได้ต่อไป นั้นคือ การให้ การศึกษาเพี่อสันติภาพ เราต้องศึกษาเพีอสันติภาพตลอคชีวิตของเรา และให้การศึกษาอบรมแก่ผู้อื่นในเรีองนี้ อย่าคิดว่าจะเร็วเกินไปที่จะเริ่มให้การศึกษาเรื่องนี้ในวัยใด และการศึกษาเพื่อสันติภาพนี้เป็นภารกิจที่ไม่รู้จบสิ้น 
เราต้องทำให้เด็กและเยาวชนตระหนักว่าเมล็ดพันธุ์ของสงครามมีอยู่ทุกหนทุกแห่งและอยู่ในตัวเราแต่ละคน เราต้องสอนเด็กให้เห็นว่า ทุกๆวันนี้มนุษย์ก่อสงครามอยู่เรื่อยความไร้ศีลธรรม และการละเมิดสิทธิมนุษย์ชนพบมีอยู่เสมอ และโลกจะมีสันติได้ก็ต่อเมื่อหัวใจของเราเเต่ละคนมีสันติ 
เมล็ดพันธุ์แห่งสงครามนี้ได้แก่ ความเห็นแก่ตัวของเรา ความเฉยเมยต่อปัญหารอบ ด้าน เมล็ดพันธุ์นี้อยู่ในจิตใจที่มองอะไรเป็นการแข่งขันมีแพ้มีชนะไปหมดโรงเรียนก็มีส่วน ปลูกฝังความคิด ความรู้สึกเช่นนี้ กล่าวคือ ย้ำอยู่ว่า ความสำเร็จทางการเรียนรู้เป็นชัยชนะและความล้มเหลวเป็นการพ่ายแพ้ นอกจากนี้แล้วในการกีฬามักจะมีการย้ำถึงการ "บดขยี้" คู่ต้อสู้ การทะเลาะเบาะแว้งระหว่าง สามี-ภรรยา ระหว่างพี่น้อง การค้าซึ่งมีกล ยุทธที่จะทำลายบริษัทคู่แข่งให้ "ย่อยยับ" คำพูดต่างๆ ในทางการต่อสู้ทางการเมืองซึ่งมี ลักษณะการทำลายล้างคู่ต่อสู้ การดูถูกเหยียบหยามผู้อพยพ ความไร้สามัคคีในหมู่ เพื่อนบ้าน การปฏิเสธที่จะพูดจาปราศรัยกัน เหล่านี้ล้วนเป็นฉนวนหรือเมล็ดพันธุ์แห่งสงคราม เมล็คพันธุ์แห่งสงครามมีอยู่ทุกแห่ง ซึ่งมนุษย์ปฏิบัติตนเป็นปรปักษ์ต่อกัน... 
แต่เงื่อนไขอันนำมาซึ่งสันติภาพก็มีอยู่ในจิตใจขอมนุษย์ด้วยเหมือนกัน กล่าวคือการยอมรับผู้อื่น การให้ความเคารพแก่เขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามเอาใจเขามาใส่ ใจเรา การยอมรับข้อแตกต่างของผู้อื่น จิตตารมณ์แห่งการประนีประนอมและการเสวนา ความไม่มีอคคิ การอดทนต่อผู้ที่มีความคิคเห็นแตกต่างไปจากเรา ความสามารถที่จะมอง ผู้อื่นในแง่ดี เมี่อมีคุณสมบัติเหล่านี้เป็นศักภาพในแต่ละบุคคลแล้ว, สิ่งสำคัญที่สุดต้องพยายามเปลี่ยน คือ หัวใจและความประพฤติของแต่ละบุคคล และจะต้องเริ่มตั้งแต่เมื่อยังเยาว์วัยที่บ้านและที่โรงเรียน...*
ความหมายของสันติภาพ 
  1. สันติภาพ หมายถึง ความยุติธรรม ประชาธิปไตยและการเคารพในสิทธิมนุษยชน 
  2. สันติภาพ หมายถึง ความเข้าใจอันดีระหว่างมวลมนุษย์การให้เกียรติและการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา ของกลุ่มชนต่าง ๆ 
  3. สันติภาพ มิได้หมายถึง สภาพที่ปราศจากสงครามาแต่หมายถึง การรู้จักแก้ปัญหาข้อขัดแย้งด้วยสันติวิธี 
  4. สันติภาพ มิได้หมายถึง การอดทนอย่างเงียบเฉยและไม่มีขอบเขต หาไม่แล้วก็จะกลายเป็นสันติแห่งสุสาน หาก หมายถึง การผนึกกำลังกันทำความดี 
  5. สันติภาพ เป็นเงื่อนไขของความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดีของทุกชุมชนและของมนุษยชาติโดยส่วนรวม 
  6. สันติภาพยังหมายถึง การรู้จ้กใช้และการทำนุบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อมสันติภาพของโลกกำลังถูกคุกคามไม่เพียง แต่เพราะการแข่งขันสร้างอาวุธ ความขัคแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ และความอยุติธรรมระหว่างประชาชาติและประเทศอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่เพราะการไม่เคารพต่อธรรมชาติตามที่ควร โดยการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติ และการถดถอยอย่างรวดเร็วของคุณภาพชีวิต** 
  7. สันติภาพเป็นคุณธรรมที่ไม่มีเขตแดน คือ คุรธรรมสากล สันติภาพเป็นคุณค่าที่ ตอบสนองต่อความหวังและความต้องการของประชาชนทั้งมวลตลอคจนนานาชาติไม่ว่าเด็กหรือคนชรา และไม่ว่าหญิงหรือชายที่มีน้ำใจดีทั้งหลาย…*** 
จากความหมายดังกล่าวข้างต้น จึงมีความจำเป็นต้องมีการศึกษาระหว่างประเทศ (international education) ในการสันติศึกษา (peaceeducation) ความมุ่งหมายของสันติศึกษา และ การศึกษาระหว่าง (international education) 
เพื่อส่งเสริมสันติภาพภายในและระหว่างประเทศ และความเข้าใจอันดีระหว่าง มวลมนุษย์ การศึกษาจำเป็นจะต้องเล่นบทบาทใหม่อันเป็นบทบาทที่สำคัญยิ่ง ในทุกระดับการศึกษาเเละทุกรูปแบบ เพื่อการนี้นักการศึกษา จะต้องสร้างปรัชญาการศึกษาใหม่ที่เน้นเรื่องสันติภาพในชนชาติ และความเข้าใจอันดีระหว่างมวลมนุษย์ เพื่อใช้ในการอรมจิตใจ สร้างทัศนคคิ และเสริมลักษณะนิสัยอันพึงปรารถนาใหัแก่ผู้รับการศึกษาเป็นต้น เยาวชน 
   ในบรบทดังกล่าว การศึกษาควรมุ่งเพื่อ 
  • พัฒนา บุคลิกภาพของมนุษย์ในทุกด้าน อย่างเต็มที่
  • ส่งเสริมและสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและให้มีการเคารพในสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ตามที่มีไประกาศว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ 
  • ส่งเสริมความเข้าใจระหว่างมนุษย์ และมิตรภาพระหว่างชาติต่าง ๆ โดยไม่เลือกเชื้อชาติ วัฒนธรรม และศาสนา 
  • การเคารพชีวิต (ความสมดุลยภาพสิ่งเเวดล้อม) เเละเหนือสิ่งอื่นใดการเคารพ ศักดิ์ศรีของมนุษย์ เป็นบรรทัดฐานชี้นำที่สูงสุด สำหรับความเจริญอย่างเเท้จริง ทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และวิทยาศาตร์ 
  • ปลูกฝังความสำนึกในสันติภาพให้เป็นคุณธรรมสากล (universal moral value) ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของ values education นโยบายของสันติศึกษาเพื่อบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวข้างต้นนักการศึกษาควรเน้นหลักการสำคัญของนโยบายการศึกษา เช่น 
  1. ในการจัดการศึกษาทุกระดับ และในทุกรูปแบบ ควรคำนึงถึงมติระหว่างประเทศเพี่อเปิดโลกทรรศน์ที่กว้างให้เเก่เด็กและ เยาวชน 
  2. สาระเนื้อหาของสันติศึกษา ควรเน้นความเข้าใจอันดีต่อกัน และการเคารพต่อบุคคลของทุกชาติศาสนา และ วัฒนธรรมการศึกษาเรื่องอารยธรรมตลอคจนค่านิยมและวิถีการดำรงชีวิต รวมทั้งวัฒนธรรมของเชื้อชาติของตนเอง และวัฒนธรรมของชาติอื่น ควรจัดให้เหมาะสมตามวุฒิภาวะความพร้อมและวัยของผู้เรียน 
  3. แม้ว่ามนุษย์ทุกชาติทุกภาษาจะมีอธิปไตยของตนเองก็ตาม มนุษย์ควรตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องพึงพาอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อพิจารณาถึงข้อจำกัดทางภูมิภาคและทรัพยากรธรรมชาติ 
  4. ความสามารถในการติดต่อกับผู้อื่นโดยทางภาษา ตลอดจนการรู้จักใช้เทคโนโลยียุคใหม่เพื่อการติดต่อ ควรเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของการศึกษาระหว่างประเทศ 
  5. สิทธิและหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน ทุกกลุ่มสังคมและชาติต่าง ๆ ที่ควรมีต่อกันและกันควรได้รับการเน้นเป็นพิเศษนอกจากนี้ เราควรถือเป็นนโยบายสำหรับการให้การศึกษาอบรที่จะเน้นเรื่องต่อไปนี้ 
          1. การพัฒนาสติปัญญาและจิตใจ อารมณ์และด้านสังคม ของแต่ละบุคคล ให้เหมาะสมเป็นบุคคลสำหรับสังคมประชาธิปไตย 
          2. การศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับปัญหาสำหรับของมนุษยชาติ 
              2.3 ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาทางสังคม และ ความสัมพันธ์ที่สองสิ่งนี้ มีต่อความยุติธรรมทาง สังคม รวมทั้ง การรณรงค์ต่อต้าน ความอดอยากยากจน และการ ต่อสู้เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 
     2.4 และอื่น ๆ 
        3. การสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ (new international economic order) 
ถึงแม้ได้มีการกล่าวมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ เพื่อช่วยให้เกิดการอยู่ดีกินดีแก่ประเทศที่ด้อยโอกาสทางการพัฒนา เราก็ยังพบว่าระบบเศรษฐกิจที่น่าพึงปรารถนาสำหรับประเทศโลกที่สามนั้น ยังไม่เกิดขึ้นและซ้ำร้ายกว่านั้นเสียอีก ประเทศเหล่านั้นกลับจมอยู่ในปรักแห่งหนี้สินท่วมท้นตนและมากกว่าก่อน ทั้งนี้ก็เพราะว่าระบบเศรษฐกิจปัจจุบันส่งเสริม และเอื้อต่อการพัฒนาสังคมที่เจริญด้วยวิทยาการสมัยใหม่ และไฮเทคทั้งหลาย 
        4. วิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นปัญหาทางศีลธรรม* 
ในยุคสมัยของเรานี้ ได้เกิดความสำนึกมากยิ่งขึ้นว่าสันติภาพของโลกกำลังถูกคุกคามไม่เพียงแต่เพราะการแข่งขันสร้างอาวุธ ความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ และความอยุติธรรมระหว่างประชาชาติและประเทศอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่เพราะการ ไม่เคารพต่อธรรมชาติตามที่ควร โดยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและการถดถอยอย่างรวดเร็วของคุณภาพชีวิต ความสำนึกถึงความล่อแหลม และความไม่มั่นคงเพราะเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้ จะเป็นอันตรายนั้นกลับเป็นเหมือนบ่อเกิดของความเห็นแก่พวกพ้อง และของการไม่คำนึงถึงผู้อื่นและของความไม่ซื่อสัตย์ 
เมื่อเผชิญหน้ากับการเสียหาย ของสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางประชาชนในทุกหนแห่งจึงเริ่มเข้าใจว่า เราไม่อาจใช้ทรัพยากรของโลกดังเช่น อดีตที่เราเคยทำอีกต่อไป สาธารณชนโดยส่วนรวม รวมทั้งผู้นำทางการเมืองกำลังห่วงใยปัญหานี้ และผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ กำลังศึกษาถึงสาเหตุของมันอยู่ นอกจากนี้ในสมัยใหม่นี้ เริ่มมีความสำนึกถึงภาวะสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นซึ่งแทนที่เราจะเพิกเฉย เรากลับต้องพัฒนาให้เกิดกิจกรรมรูปธรรมและความคิดริเริ่มมากขึ้น
คุณค่าทางจริยธรรมมากมาย ซึ่งเป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาสังคมที่มีสันติสุขนั้น สอดคล้องอย่างยิ่งกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ความเป็นจริงที่ว่าสิ่งท้าทายมากมายที่เผชิญหน้าโลกเราทุกวันนี้ ล้วนเกี่ยวเนื่องกันและเป็นสิ่งยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องมีวิธีการแก้ไขที่ประสานสอดคล้องกันอย่างระมัดระวัง บนพื้นฐานของโลกทรรศน์ที่มีศีลธรรม 
องค์ประกอบบางประการของวิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน แสดงให้เราเห็นแง่มุมทางศีลธรรม ประการแรก คือการใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามอำเภอใจ การค้นพบในปัจจุบันมากมายหลายอย่างมีประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างไม่อาจปฏิเสธได้ น่าเสียดาย บัดนี้ปรากฎชัดแล้วว่าการใช้การค้นพบเหล่านี้ในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ได้ก่อให้เกิดผลเสียมากมายในระยะยาว สิ่งนี้นำไปสู่ความสำนึกอย่างเจ็บปวดว่า เราไม่อาจยุ่งเกี่ยวกับระบบสิ่งแวดล้อม ได้โดยไม่ให้ความสนใจต่อผลของการยุ่งเกี่ยวนี้ในส่วนอื่น ๆ และความผาสุกของคนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต    
การทำลายอากาศชั้นโอโซนอย่างต่อเนื่องและ "ผลกระทบแบบเรือนกระจก" (Greenhouse Effect) จนบัดนี้มาถึงขั้นวิกฤติการณ์ อันเป็นผลมาจากความเจริญเติบโตของอุตสาหกรรม จากการ เติบโตของเมืองอย่างหนาเเน่น และความต้องการพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม การเผาผลาญน้ำมันจากฟอสซิล การทำลายป่าอย่างไร้ขอบเขต การใช้ยาฆ่าวัชพืชบางชนิด น้ำยาทำความเย็นและน้ำยาขับเคลื่อนสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เรารู้ดีว่ามันทำลายบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงทางอากาศและบรรยากาศนี้มีผลต่อการทำลายสุขภาพอนามัย ไปจนถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่แผ่นดินที่ต่ำจะถูกน้ำท่วม 
ในบางกรณี การเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วอาจไม่มีทางเยียวยาได้ แต่ในกรณีอื่น ๆ อีกมากมายอาจหยุดยั้งได้ อย่างไรก็ตาม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษยชาติทั้งมวลทั้งแต่ละคน รัฐและองค์กรระหว่างประเทศ จะต้องแสดงความรับผิดชอบของตนอย่างจริงจัง    
ตัวบ่งชี้ที่ลึกซึ้งที่สุด และน่าวิตกมากทางด้านศีลธรรมอันเป็นพื้นฐานของปัญหาสิ่งแวดล้อมก็คือ การขาดความเคารพต่อชีวิต ซึ่งเห็นได้ชัดจากรูปแบบต่าง ฯ ของสภาพแวดล้อมเป็นพิษบ่อย ๆ ผลประโยชน์ของการผลิตอยู่เหนือห่วงใยต่อศักดิ์ศรีของคนงาน
ในขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ อยู่เหนือความดีงามของมนุษย์แต่ละคนและประชาชาติทั้งมวล ในกรณีนั้น มลภาวะ และแม้กระทั่งการทำลายสิ่งเเวดล้อมเป็นผลมาจากความใฝ่ฝันที่ปิดแคบและผิดธรรมชาติ มักจะนำไปสู่การไม่เคารพมนุษย์ 
ในอีกระดับหนึ่ง ความสมดุลทางสิ่งแวดล้อมซึ่งมีความสลับซับซ้อนนี้ถูกรบกวนโดยการทำลายชีวิตสัตว์และพืชอย่างควบคุมไม่ได้ โดยการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่คิค จึงจำเป็นที่จะต้องชี้ให้เห็นว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้แม้ว่าจะกระทำ เพื่อความเจริญและความผาสุกก็ตาม กลับจะไม่เป็นผลดีต่อมนุษยชาติเลย 
   วิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อม แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนทางด้านศีลธรรมให้มีความเป็นปึกเเผ่นหนึ่งเดียวกันแนวใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาไปแล้ว ประเทศต่าง ๆ จะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันให้มากขึ้น โดยเอื้อเฟื้อเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เพื่อส่งเสริมสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติเเละสังคมที่สันติและผาสุก เช่น เราไม่อาจเรียกร้องให้ประเทศอุตสาหกรรมใหม่กำหนดฐานที่จำกัดด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับอุตสาหกรรมของตนที่กำลังเติบโตได้ หากประเทศที่พัฒนาแล้วไม่เริ่มใช้มาตรฐานนั้นในประเทศของตนเสียก่อน ในเวลาเดียวกันประเทศที่อยู่ในกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรม ในด้านศีลธรรมแล้วไม่มีอิสระที่จะกระทำความผิดประการเดียวกันกับที่ผู้อื่นได้กระทำมาก่อนในอนาคต และทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องโดยไม่ยั้งคิค โดยการก่อให้เกิดมลภาวะทางด้านอุตสาหกรรม การทำลายป่าอย่างมโหฬาร หรือการใช้ทรัพยากรที่ไม่อาจนำมาใช้ได้อีกให้หมดเปลืองอย่างไม่ยั้ง ในบริบทเช่นนี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องหาหนทางแก้ไขเพื่อการบำบัดและกำจัดของเสียที่เป็นพิษ 
อย่างไรก็ตาม ไม่มีแผนการหรือองค์กรใดๆ เลยที่สามารถจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น หากผู้นำของโลกไม่สำนึกอย่างแท้จริงว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องมีความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกับแนวใหม่ ซึ่งวิกฤติการณ์ทางสิ่งแวดล้อมได้เรียกร้องให้มีขึ้น และความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกับแนวใหม่เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อสันติภาพ ความจำเป็นนี้นำมาซึ่งโอกาสใหม่ ๆ ในการสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้น

*Pierre Gauthy, OIEC Bulletin, March-April 1986
*ครู อาจารย์ นักบริหารการศึกษา และนักบริหารการพัฒนา : ภราดา ดร. ประทีป ม.โกมลมาศ